วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562

การจัดการความรู้เรื่องแอมโมเนียในโรงผลิตน้ำยางข้น


การดำเนินจัดการเฝ้าระวังแอมโมเนีย   จำนวน  3  หน่วยงาน โดยใช้กระบวนการให้ความรู้เรื่องแอมโมเนีย และจัดทำกลุ่มเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องแอมโมเนียและการค้นหาความเสี่ยง เพื่อผู้ปฏิบัติงานเกิดความตระหนัก และร่วมกันถ่ายทอดความรู้  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานขณะสัมผัสแอมโมเนียเพื่อลดการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากแอมโมเนีย ผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของกลุ่มดังนี้
1.หลังจากทำงานเสร็จในวันดังกล่าวต้องทำอย่างเพื่อลดการสัมผัสแอมโมเนีย
            1.ทำความสะอาดร่างกาย
            2. ทำความสะอาดอุปกรณ์PPE เช่น หน้ากากกรองแอมโมเนีย เครื่องวัดแอมโมเนีย แว่นตานิรภัย  วิทยุสื่อสาร ถุงมือ รองเท้า
            3. ตรวจเช็คจำนวนผู้ปฏิบัติงาน
            4. ดื่มน้ำเปล่าเพื่อขับแอมโมเนียที่เราสัมผัส
            5. เก็บอุปกรณ์ PPE เข้าที่
            6. ตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติงาน
            7. รายงานหัวหน้าแผนกทราบ
2.การปฏิบัติตนในกรณีที่สัมผัสแอมโมเนีย
            ระบบทางเดินหายใจ
                        ย้ายผู้ป่วยไปรับอากาศบริสุทธิ์และพบแพทย์ทันที
                        ถอดเสื้อผ้าให้หลวมพร้อมให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
            การรับประทานแอมโมเนีย
                        ดื่มน้ำสะอาดมากๆและพบแพทย์
            การสัมผัสทางตา
                        ล้างตาด้วยน้ำสะอาดต่อเนื่อง อย่างน้อย 15 นาที
                        ห้ามขยี้ตาและพบแพทย์ทันที
            การสัมผัสทางผิวหนัง
                        ให้ถอดเสื้อที่สัมผัสสารเคมี
                        ล้างตัวด้วยน้ำสะอาดในปริมาณมากๆพร้อมฟอกสบู่
                        นำผู้ป่วยพบแพทย์ทันที
3.ในกรณีที่ก่อนทำงานให้พื้นที่ที่มีแอมโมเนียต้องปฏิบัติอย่างไร
            1. เตรียมความพร้อมก่อนทำงานโดยการส้วมPPE ประกอบด้วย แว่นนิรภัยป้องกันสารเคมี  ผ้าปิดจมูกชนิดกรองคาร์บอน หน้ากากกรองแอมโมเนีย  ถุงมือป้องกันสารเคมี
            2.  ตรวจสอบพื้นที่ที่จะเข้าปฏิบัติงานโดยการตรวจวัด แอมโมเนีย ไม่ควรเกิน 50 ppm
            3. เปิดพัดลมเพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่ให้แอมโมเนียมีความเข็มข้นสูง
            4. เตรียมความพร้อมกรณีเกิดอุบัติเหตุสัมผัสแอมโมเนีย โดยเตรียมอุปกรณ์สำหรับปฐมพยาบาล
            5. เตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินแอมโมเนียรั่วไหล  เช่น ปั้มฉุกเฉิน สายฉีดน้ำดับเพลิง
4.กรณีเกิดเหตุการณ์แอมโมเนียรั่ว
ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1.       ผู้อำนวยการสั่งการให้ผู้ระงับเหตุ เข้าไปควบคุมสถานการณ์ โดยการฉีดน้ำเป็นฝอยละอองครอบคลุมจุดแอมโมเนียรั่วไหล
2.       ทำการปิดวาล์วแอมโมเนีย และยังีดน้ำเป็นฝอยละอองอยู่ตลอดเวลา
3.       ให้ทีมค้นหาเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากแอมโมเนียรั่วไหลในที่เกิดเหตุ โดยลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งต่อให้ทีมพยาบาล
4.       ทีมพยาบาล ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยนำผู้บาดเจ็บไปยังสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
5.       กรณีแอมโมเนียสัมผัสร่างกาย ให้ชำระร่างกายด้วยน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อกำจัดแอมโมเนีย
6.       กรณีผู้บาดเจ็บได้รับอันตรายมาก จะต้องส่งต่อให้หน่วยปฐมพยาบาลจากภายนอกและนำส่งโรงพยาบาล
7.       ทีมค้นหาและทีมระงับเหตุการณ์ รายงานเหตุการณ์ต่อผู้อำนวยการ
5.กรณีเกิดเหตุการณ์แอมโมเนียรั่ว การเฝ้าระวังไม่ให้เกิดซ้ำ
1.       มีการตรวจสอบวาล์วแอมโมเนีย ก่อนและหลังใช้งาน
2.       มีการตรวจสอบบำรุงรักษาระบบท่อวาล์วและถังแอมโมเนียประจำปี
3.       ติดสัญาณเตือน(Ammonia  Detector)
4.       เจ้าของพื้นที่ตรวจสอบวาล์ว ถัง และอุปกรณ์ อย่างสม่ำเสมอ
5.       ก่อนเปิดใช้วาล์วหลัก ต้องตรวจสอบวาล์วย่อย ว่าปิดสนิททุกจุดหรือไม่
6.       เน้นย้ำผู้ใช้งาน ใช้ด้วยความระมัดระวัง หากพบเห็นความผิดปกติ ให้แจ้งหัวหน้าหรือผู้เกี่ยวข้องทราบทันที
6.สิ่งขอสนับสนุนจากหน่วยงานภายใน
1.       ปั้มดับเพลิงแบบเคลื่อนย้าย
2.       ท่อน้ำดับเพลิง
3.       สายฉีดและหัวฉีดน้ำดับเพลิงแบบฝอย
4.       ชุดป้องกันสำหรับระงับเหตุแอมโมเนียรั่ว
5.       ถัง SCBA พร้อมใช้งาน
6.       การซ้อมแผนหรืออบรม ป้องกันกรณีแอมโมเนียรั่ว

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Sevofllurane


Sevoflurane
รหัส 1000000061
 Sevoflurane (ซีโวฟลูเรน) เป็นยาดมสลบที่แพทย์ใช้ก่อนหรือขณะผ่าตัดด้วยการให้คนไข้สูดดมยาดังกล่าวเพื่อให้หมดสติ ซึ่งแพทย์อาจใช้ยาชนิดนี้อย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาสลบชนิดอื่นเพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นแต่มีผลกับผู้ป่วยบางคนเท่านั้น โดยปกติแล้วการใช้ยา Sevoflurane จะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

คำเตือนในการใช้ยา Sevoflurane
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากแพ้ยานี้ ยาชนิดอื่น หรือสารใด ๆ ก็ตาม เพราะยาอาจมีส่วนผสมของสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากใช้ยาชนิดอื่น สมุนไพร หรืออาหารเสริมอยู่ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากใช้ร่วมกัน
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากมีภาวะที่มีไข้สูงอย่างรวดเร็วและมีการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงแบบ Malignant Hyperthermia มีปานแดงเส้นเลือดฝอย เป็นโรคตับ โรคไต ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ รวมทั้งตนเองหรือคนในครอบครัวเคยมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เพราะยาอาจทำให้โรคและภาวะต่าง ๆ ที่กล่าวมามีอาการแย่ลงได้
  • ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ Sevoflurane กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุไม่ถึง 3 ปี และควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหากับสมองในระยะยาวได้
  • หากใช้ยานี้กับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงมากขึ้นได้
  • แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยาชนิดนี้หากกำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนจะมีบุตร เพราะการใช้ยาในขณะตั้งครรภ์ได้ 27-40 สัปดาห์ อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้
  • หากกำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยานี้ เพราะยังไม่ได้รับการยืนยันที่ชัดเจนว่ายาสามารถถูกส่งผ่านไปสู่ทารกได้หรือไม่

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Sevoflurane
            ผลข้างเคียงที่เกิดจากยา Sevoflurane มีหลายรูปแบบและแตกต่างกัน โดยบางคนอาจไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ เลยก็ได้ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจพบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อย เช่น ตัวสั่น ไอ มีน้ำลายเพิ่มขึ้น รู้สึกง่วงนอน คลื่นไส้หรืออาเจียน เป็นต้น ซึ่งหากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วไม่หายไป ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
            นอกจากนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่อาจเป็นสัญญาณอาการที่ร้ายแรง ดังต่อไปนี้
·       มีสัญญาณของอาการแพ้ เช่น หน้าบวม ปากบวม คอบวม ลิ้นบวม ผิวหนังเป็นผื่นและมีอาการคัน แดง บวม หรือเป็นแผลพุพอง ผิวลอกและอาจเป็นไข้ร่วมด้วย หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก หายใจลำบาก พูดลำบาก หรือกลืนลำบาก เป็นต้น
·       มีสัญญาณของความผิดปกติที่ไต เช่น น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนไป ปัสสาวะมีเลือดปน หรือปัสสาวะไม่ออก เป็นต้น
·       มีสัญญาณของความผิดปกติที่ตับ เช่น รู้สึกเหนื่อย ไม่รู้สึกหิว ปวดท้อง ผิวหนังหรือดวงตาเป็นสีเหลือง หายใจไม่อิ่ม อาเจียน ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจามีสีอ่อน เป็นต้น
·       มีสัญญาณของภาวะโพแทสเซียมสูง เช่น รู้สึกอ่อนแรง มีอาการชา เป็นเหน็บ เวียนหัวคล้ายจะเป็นลม หายใจไม่อิ่ม หัวใจเต้นไม่ปกติ มีปัญหากับการใช้ความคิดและการใช้เหตุผล เป็นต้น
·       เวียนหัวอย่างหนัก หรือหมดสติ
·       มีสีคล้ายรอยช้ำบริเวณปาก เนื้อเยื่อรองเล็บ นิ้วมือ หรือนิ้วเท้า
·       หัวใจเต้นช้า หัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดผลกระทบร้ายแรงอย่างภาวะ Torsades De Pointes ได้
·       กล้ามเนื้อเกร็ง
·       มีอาการของภาวะ Malignant Hyperthermia เช่น เป็นไข้ ขากรรไกรแข็งหรือกระตุก หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น

ข้อมูลทางพิษวิทยา
            การสูดดม : อาจทำให้เกิดอาการมึนงงและเวียนศีรษะ อาการปวดหัว คลื่นไส้, อาเจียน
            สัมผัสทางผิวหนัง : ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง
            สัมผัสถูกตา : ระคายเคืองต่อดวงตาอย่างรุนแรง
            กินหรือกลืนเข้าไป : คาดว่าจะมีอันตรายจากการกลืนกินต่ำ
        อาการที่เกี่ยวข้องกับทางกายภาพเคมีและลักษณะทางพิษวิทยา : อาจทำให้เกิดอาการมึนงงและเวียนศีรษะ อาการปวดหัว คลื่นไส้, อาเจียน ระคายเคืองต่อดวงตาอย่างรุนแรง อาการอาจรวมถึงแสบน้ำตาตาแดงบวมและมองเห็นไม่ชัด ระคายเคืองต่อผิวหนัง อาจทำให้เกิดผื่นแดงและเจ็บปวด

การปฐมพยาบาล
            หายใจเข้าไป : เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปที่อากาศบริสุทธิ์ ถ้าไม่หายใจให้ทำการช่วยหายใจหรือให้ออกซิเจนโดยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมและรับการรักษาพยาบาลทันที
            สัมผัสถูกผิวหนัง : ล้างผิวหนังด้วยสบู่และน้ำปริมาณมากทันทีอย่างน้อย 15 นาที กำจัดสิ่งปนเปื้อนเสื้อผ้า ไปพบแพทย์หากมีอาการเกิดขึ้น ซักเสื้อผ้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
            สัมผัสถูกตา : ล้างตาด้วยน้ำปริมาณมากเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที มีการตรวจตาและทดสอบโดยบุคลากรทางการแพทย์
            กินหรือกลืนเข้าไป : บ้วนปากด้วยน้ำให้บุคคลที่ยังมีสติ อย่าให้อะไรทางปากกับคนที่หมดสติ ไปพบแพทย์ ห้ามทำให้อาเจียนจนกว่าจะมีคำสั่งให้ทำบุคลากรทางการแพทย์

เอกสารอ้างอิง
https://www.pobpad.com/ซีโวฟลูเรน
https://www.caymanchem.com/msdss/23996m.pdf
https://www.zoetisus.com/contact/pages/product_information/msds_pi/msds/sevoflo.pdf

ไอโซฟลูเรน


ไอโซฟลูเรน (Isoflurane)
รหัส 1000000060
            ยาไอโซฟลูเรน(Isoflurane) สูตรทางเคมีคือ C3H2ClF5O เป็นยาชื่อสามัญของยาสลบชนิดหนึ่ง การใช้ยานี้กับผู้ป่วย จะเป็นลักษณะการสูดพ่นเข้าทางเดินหายใจ/ทางจมูก ตัวยาเป็นของเหลวใสไม่มีสี มีกลิ่นฉุนและเหม็นอับเล็กน้อย ยานี้มักใช้ควบคู่ไปกับยาสลบไนตรัสออกไซด์ (Nitrous oxide)
            ยาไอโซฟลูเรนเป็นยาสลบที่ออกฤทธิ์เร็ว ปกติการใช้ยาสลบแบบสูดดมชนิดใดๆก็ตาม จะต้องเฝ้าระวังเรื่องสารคัดหลั่งในหลอดลม รวมถึงน้ำลายที่ร่างกายผู้ป่วยอาจหลั่งออกมาแล้วไปปิดกั้นช่องทางเดินหายใจ/หลอดลม
            ยาสลบไอโซฟลูเรนมีฤทธิ์กดศูนย์การควบคุมการหายใจในสมอง ดังนั้นระหว่างการดมยาสลบชนิดนี้ บุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยาบาล จะคอยเฝ้าระวังสภาพการหายใจของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเตรียมเครื่องช่วยหายใจไว้คอยช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุจำเป็น อย่างเช่น เมื่อผู้ป่วยหยุดหายใจกะทันหัน
            การใช้ยาสลบไอโซฟลูเรนอย่างเดียว อาจทำให้ผู้ป่วยสลบได้ก็จริง แต่ทว่าผลข้างเคียงประการหนึ่งของยานี้ คือ ทำให้ความดันโลหิตต่ำ โดยขึ้นกับปริมาณของยาไอโซฟลูเรนที่ผู้ป่วยได้รับ เพื่อป้องกันอาการความดันโลหิตต่ำดังกล่าว ทางคลินิกจึงได้นำยาไนตรัสออกไซด์เข้ามาร่วมวางยาสลบด้วย เพื่อลดการใช้ยาไอโซฟลูเรนให้น้อยลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตต่ำจนเกินไป ทั้งยังช่วยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้เต้นคงที่ได้ง่ายขึ้น
            นอกจากนี้ยาไอโซฟลูเรนยังก่อให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อคลายตัว การได้รับยานี้อย่างเหมาะสมจะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย จึงง่ายต่อการผ่าตัดผ่านกล้ามเนื้อ สำหรับการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม แพทย์จะให้ยา Neostigmine เพื่อฟื้นกำลังของกล้ามเนื้อ
            ข้อห้ามใช้ยาไอโซฟลูเรนที่สำคัญ คือ ผู้ที่มีประวัติเกิดอาการ Malignant hyperthermia จากสาเหตุการใช้ยาสลบใดๆก็ตาม ถือเป็นข้อห้ามใช้ยาไอโซฟลูเรนกับผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวด้วย
            ผู้ที่ได้รับการดมยาสลบไอโซฟลูเรน อาจมีอาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง) ที่พบบ่อย คือ ทำให้ความฉลาดของสมองลดต่ำลงเล็กน้อยเป็นเวลาประมาณ 2 – 3 วันหลังจากได้รับยานี้ แต่ยาสลบชนิดอื่นๆอาจทำให้ความฉลาดของสมองด้อยลงไปเป็นเวลาประมาณ 6-7 วันก็มี

            การจะใช้ยาไอโซฟลูเรนกับผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงอย่างเช่น สตรีมีครรภ์/ตั้งครรภ์ และสตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร จะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นสำคัญ ด้วยยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกมาสนับสนุนความปลอดภัยของการใช้ยานี้กับผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว
            กรณีพบว่าผู้ป่วยได้รับยาไอโซฟลูเรนเกินขนาด แพทย์จะสั่งระงับการใช้ยาไอโซฟลูเรนทันที แล้วให้ออกซิเจนบริสุทธิ์สูดพ่นเข้าทางเดินหายใจของผู้ป่วยอย่างเพียงพอจนกว่าอาการของผู้ป่วยจะดีขึ้น
            องค์การอนามัยโลกระบุให้ยาไอโซฟลูเรนเป็นยาจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สถานพยาบาลต่างๆควรมีสำรองเพื่อให้บริการต่อผู้ป่วย และประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้ยาไอโซฟลูเรน อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และอยู่ในหมวดยาอันตราย ซึ่งมีใช้แต่ในสถานพยาบาล โดยการใช้ยานี้จะต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์ผู้รักษาแต่เพียงผู้เดียว

ไอโซฟลูเรนมีสรรพคุณ(คุณสมบัติ)อย่างไร
            ยาไอโซฟลูเรนมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ เป็นยาสลบเพื่อลดอาการเจ็บ/ปวดที่จะเกิดขึ้นระหว่างการทำหัตถการทางการแพทย์ อย่างเช่น การผ่าตัด เป็นต้น

ไอโซฟลูเรนมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร
            ยาไอโซฟลูเรนสามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง)ต่อระบบอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนี้ เช่น
·       ผลต่อระบบเลือด: เช่น เม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้น
·       ผลต่อระบบทางเดินอาหาร: เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ไม่สบายในช่องท้อง
·       ผลต่อระบบประสาท: เช่น ตัวสั่น ความฉลาดถดถอยเป็นระยะสั้นๆไม่เกิน 1 สัปดาห์หลังได้รับยานี้
·       ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: เช่น ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ
·       ผลต่อตับ: เช่น เกิดภาวะตับอักเสบ แต่พบได้น้อย
·       ผลต่อระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย: เช่น เกิดภาวะMalignant hyperthermia
·       ผลต่อระบบทางเดินหายใจ: เช่น ภาวะกดการหายใจ หายใจขัด/หายใจลำบาก ไอ กล่องเสียงหดเกร็ง/หายใจลำบาก

การระบุอันตราย
            เส้นทางการสัมผัส:การสูดดม สัมผัสกับผิวหนัง ดวงตา การนำเข้าไปในร่างกาย
            การสูดดม : ในทางปฏิบัติไม่มีพิษเมื่อสูดดม ผลกระทบของหัวใจและหลอดเลือดอาจรวมถึงความผันผวนของอัตราการเต้นของหัวใจการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตอาการเจ็บหน้าอก ระบบทางเดินหายใจ ผลกระทบอาจรวมถึงหายใจถี่, หลอดลมหดเกร็ง, laryngospasms, ภาวะซึมเศร้าทางเดินหายใจ ผลกระทบระบบทางเดินอาหารอาจรวมถึงคลื่นไส้, อารมณ์เสีย กระเพาะอาหารสูญเสียความกระหาย ผลกระทบของระบบประสาทอาจรวมถึง ataxia, tremor, รบกวนการพูด, ง่วง, ปวดหัว, เวียนหัว, มองเห็นภาพซ้อน
            การสัมผัสทางผิวหนัง : อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง
            การสัมผัสถูกตา : อาจระคายเคืองต่อดวงตา
          กินหรือกลืนเข้าไป : ไม่เป็นพิษเมื่อกลืนกิน ไม่มีอันตรายเฉพาะใดนอกจากการรักษา ผลกระทบ จากการสูดดม

การปฐมพยาบาล
            หายใจเข้าไป : หากสูดดมสารที่มีความเข้มข้นสูงให้นำผู้ป่วยออกไปสู่อากาศบริสุทธิ์ทันที ถ้าไม่หายใจ ทำการช่วยหายใจ รักษาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้อบอุ่นและนำไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
            สัมผัสถูกผิวหนัง : ในกรณีที่สัมผัสให้ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนออกและล้างสิ่งปนเปื้อนผิวด้วยสบู่และน้ำ นำไปพบแพทย์หากมีอาการระคายเคือง
            สัมผัสถูกตา : ในกรณีที่มีการสัมผัสให้ล้างด้วยน้ำปริมาณมากทันที นำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
            กินหรือกลืนเข้าไป : ห้ามทำให้อาเจียนจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ไม่ควรให้อะไรทางปากกับผู้ที่ไม่มีสติ หากกลืนกินในปริมาณมาก ให้ไปพบแพทย์ทันที


เอกสารอ้างอิง
http://www.haamor.com/th/ไอโซฟลูเรน
https://www.buffportal.mdc-berlin.de/data/wiki_pages/51/Sicherheitsdatenblatt_Isofluran.pdf

Oxalic acid


Oxalic acid
รหัส 1000000057
คุณสมบัติ
สูตรเคมี
H2C2O4 (anhydrous)
H2C2O4·2H2O (dihydrate)
มวลต่อหนึ่งโมล
90.03 g/mol (anhydrous)
126.07 g/mol (dihydrate)
ลักษณะทางกายภาพ
white crystals
ความหนาแน่น
1.90 g/cm³ (anhydrous)
1.653 g/cm³ (dihydrate)
จุดหลอมเหลว
101-102 °C (dihydrate)
ความสามารถละลายได้ในน้ำ
9.5 g/100 mL (15 °C)
14.3 g /100 mL (25 °C?)
120 g/100 mL (100 °C)

            กรดออกซาลิก (Oxalic acid) เป็นกรดอินทรีย์ที่สามารถพบได้ในอาหารทั่วไป โดยเฉพาะในพืชผัก และผลไม้ แต่พบในผักเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นกรดที่มีความเป็นกรดสูงกว่ากรดน้ำส้ม (Acetic acid) 10,000 เท่า เมื่ออยู่ในรูปของประจุเรียกว่า ออกซาเลต (oxalate) ซึ่งสามารถเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับธาตุอื่นทำให้มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แมกนีเซียมออกซาเลต โซเดียมออกซาเลต และโพแทสเซียมออกซาเลต เป็นต้น

ลักษณะทางฟิสิกส์
ผลึกเป็นแบบ
ผลึกสีขาว
ไม่มีกลิ่น
จุดหลอมเหลว 90 องศาเซลเซียส
ความถ่วงจำเพาะที่ 17 องศาเซลเซียส 1.900
ความดันไอที่ 20 องศาเซลเซียส 0.001 มิลลิเมตรปรอท
– pH 1.3 ที่ความเข้มข้น 0.1 โมล
ละลายได้ดีในตัวทำละลาย เช่น อีเทอร์ เบนซีน คีโตน คลอโรฟอร์ม เป็นต้น

ประโยชน์กรดออกซาลิก
            กรดออกซาลิกถือเป็นกรดที่เป็นโทษต่อร่างกายมนุษย์ แต่ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายด้าน อาทิ ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อ ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาด ใช้เป็นสารเคมีสำหรับเติมเพื่อฆ่าเชื้อโรคในระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

อันตรายต่อสุขภาพอนามัย
            สัมผัสทางหายใจ : การหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคือง แผลไหม้ต่อจมูก คอ และทางเดินหายใจ
             สัมผัสทางผิวหนัง : การสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ต่อผิวหนัง อาจทำให้ผิวหนังไหม้ได้ สารนี้อาจถูกดูดซึมเข้าร่างกายผ่านทางผิวหนังได้
             กินหรือกลืนเข้าไป : การกลืนกินเข้าไปจะก่อให้เกิดแผลไหม้ คลื่นไส้ เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ อาเจียน หมดสติ และชัก อาจทำให้เกิดการทำลายไต ทำให้พบเลือด ออกปนมากับปัสสาวะ เนื่องจากกรดออกซาลิกจะมีผลต่อการดึงเอา แคลเซียมออกซาเลทออกจากเลือด ซึ่งแคลเซียมออกซาเลทจะไปอุดตันอยู่ที่ไต ซึ่งปริมาณที่รับทางการกินแล้วทำให้เสียชีวิตได้คือ 5-15 กรัม
             สัมผัสถูกตา : การสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ต่อตาและอาจทำให้เกิดผลจากการกัดกร่อนได้
             การก่อมะเร็ง ความผิดปกติ อื่นๆ : การสัมผัสเรื้อรังจะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเกิดการอักเสบ การสัมผัสถูกผิวหนังเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผิวหนังอักเสบ เกิดภาวะที่นิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ และอาจเกิดผิวหนังเปื่อยได้ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อไต และในบางบุคคลอาจพบอาการผิดปกติ ที่ผิวหนังตา ไต และระบบหายใจได้

การป้องกัน และลดความเป็นพิษ
            การป้องกันการได้รับพิษจากกรดออกซาลิกที่ดี คือ หลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณน้อยของกลุ่มพืชผักที่มีกรดออกซาลิกสูง
            สำหรับการลดความเป็นพิษ ได้แก่ การรับประทานเมล็ดฟักทอง อาหารเสริมฟอสฟอรัสหรืออาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ซึ่งฟอสฟอรัสจะช่วยลดการก่อตัวของผลึกแคลเซียมออกซาเลท และลดปริมาณผลึกจากบริเวณที่มีการสะสมต่างๆให้น้อยลง

การปฐมพยาบาล
            หายใจเข้าไป : ถ้าหายใจเข้าไปให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจนช่วย นำส่งไปพบแพทย์
             กินหรือกลืนเข้าไป : ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป อย่ากระตุ้นให้เกิดการอาเจียน ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือนมปริมาณมากๆ ห้ามไม่ให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ นำส่งไปพบแพทย์ ทันที
             สัมผัสถูกผิวหนัง : ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้เช็ดสารออกจากผิวหนังและ ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก นำส่งไปพบแพทย์ทันที ซักทำความสะอาดเสื้อผ้า และรองเท้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
             สัมผัสถูกตา : ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ค่อยๆฉีดล้างด้วยน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาทีพร้อมกระพริบตาถี่ๆขณะทำการล้าง นำส่งไปพบแพทย์ทันที


เอกสารอ้างอิง
https://www.th.wikipedia.org/wiki/กรดออกซาลิก
https://www.siamchemi.com/กรดออกซาลิก
http://www.ohs.sci.dusit.ac.th/wp/?p=1982