Cytarabine
รหัส 1000000047
ยาไซทาราบีน(Cytarabine)
หรือจะเรียกว่า ไซโทซีน อะราบิโนไซด์(Cytosine arabinoside) หรือ อะรา-ซี(Ara-C) หรือ Arabinofuranosyl
cytidine เป็นยาเคมีบำบัด(Cytotoxic chemotherapy) ทางการแพทย์นำมาใช้รักษาโรคมะเร็งหลายชนิดอาทิ
มะเร็งเม็ดเลือดขาวเอเอ็มแอล มะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กิน เป็นต้น
ยาไซทาราบีนถูกสังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1959 (พ.ศ.2502)
และอีก 10 ปีต่อมาจึงถูกนำมาใช้ทางคลินิก
รูปแบบเภสัชภัณฑ์ของยาไซทาราบีนเป็นยาฉีด โดยมีช่องทางการฉีดยาหลายแบบ เช่น
ฉีดเข้าหลอดเลือดโดยตรง หยดเข้าหลอดเลือด ฉีดเข้าน้ำไขสันหลัง
หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
ตัวยาไซทาราบีนในกระแสเลือดสามารถผ่านรก
และเข้าในสมองได้ ตับจะเป็นอวัยวะที่คอยทำลายโครงสร้างของยานี้ ตัวยาไซทาราบีนบางส่วนที่ผ่านเข้าไต
จะถูกเปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์
สำหรับระยะเวลาที่ยาไซทาราบีนจะอยู่ในร่างกายได้นานเพียงใดนั้น
จะขึ้นอยู่กับวิธีการให้ยากับผู้ป่วย เช่น
กรณีให้ยาโดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำตัวยาจะถูกกำจัดเป็น 2 ช่วง (Biphasic half life) ในช่วง 10 นาทีแรก ร่างกายจะเริ่มกำจัดยาไซทาราบีนได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นเข้าช่วงที่ 2 ร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 1–3 ชั่วโมงเพื่อกำจัดยานี้ทิ้ง
แต่หากผู้ป่วยได้รับการฉีดยาชนิดนี้เข้าทางน้ำไขสันหลัง
จะต้องใช้เวลาในการกำจัดยานี้นานถึงประมาณ 100–263 ชั่วโมง
ยาไซทาราบีนมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังคือ
การกดไขกระดูก จึงทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดต่างๆลดลง
และส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดภาวะเลือดออกง่าย ปวดท้อง รู้สึกไม่สบายในกระเพาะอาหาร
ท้องเสีย เกิดแผลในช่องปาก ตับทำงานผิดปกติ รวมถึงมีอาการ ผมร่วง
สำหรับข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยขณะได้รับยาไซทาราบีนมีดังนี้
เช่น
· ล้างมือบ่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนรับประทานอาหาร
และหลังเข้าห้องน้ำ และควรอยู่ในที่ไม่มีผู้คนแออัด
ด้วยเสี่ยงต่อการติดโรคต่างๆได้ง่าย
· หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บเป็นแผลเลือดออก
รวมถึงการ แปรงฟัน ต้องใช้ขนแปรงอ่อน
เพื่อป้องกันเลือดออกตามซอกเหงือก
· กรณีได้รับอาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง)จากการใช้ยานี้
เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง มีผื่นคัน มีไข้ ฯลฯ
ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนแพทย์นัดเพื่อขอรับการบำบัดรักษษอาการข้างเคียงดังกล่าว
· ในสูตรตำรับของยาไซทาราบีนอาจมีสารประเภท
Benzyl
alcohol อยู่ด้วยซึ่งถือเป็นข้อห้ามใช้กับทารกด้วยจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรงต่อทารก
· ขณะได้รับยาไซทาราบีน
ห้ามรับการฉีดวัคซีนใดๆ ด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนจะมีประสิทธิภาพต่ำลง
และอาจติดเชื้อจากวัคซีนเสียเอง
· ผู้ป่วยมะเร็ง
หลังจากได้รับยาไซทาราบีน อาจเกิดอาการ Tumor lysis syndrome ซึ่งคือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการที่เซลล์มะเร็งตายพร้อมๆกันในปริมาณมากมาย
จนส่งผลให้เกิดสารเคมีที่เป็นของเสียจากเซลล์มะเร็งเป็นปริมาณมากมายในเลือดจนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย
ผู้ป่วยจะมีอาการ หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดตะคริว
ปวดท้อง ท้องเสีย มีอาการซึม และอาจเกิดไตวายเฉียบพลัน หากพบเห็นกรณีเหล่านี้
ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน
· สตรีที่ได้รับยาไซทาราบีน
ต้องป้องกันมิให้ตั้งครรภ์
ด้วยตัวยาไซทาราบีนสามารถทำอันตรายต่อทารกได้อย่างรุนแรง
ดังนั้นระหว่างที่ได้รับยานี้แล้วพบว่าตนเองตั้งครรภ์ขึ้นมา จะต้องรีบแจ้งให้
แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทราบโดยเร็วที่สุด
· ห้ามหยุดการรักษาโรคมะเร็งไปเองโดยมิได้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน
อนึ่ง
คณะกรรมการอาหารและยาของไทยได้บรรจุยาไซทาราบีนลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ
และจัดอยู่ในหมวดยาควบคุมพิเศษที่ต้องใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น
โดยเราสามารถพบเห็นการใช้ยาชนิดนี้ได้ตามสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และ
หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับยาไซทาราบีนเพิ่มเติม
สามารถสอบถามจากแพทย์ผู้ที่ทำการตรวจรักษาหรือจากเภสัชกรในสถานพยาบาลได้ตลอดเวลา
ไซทาราบีนมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร
ยาไซทาราบีนมีกลไกการออกฤทธิ์โดย
ตัวยาจะยับยั้งการสังเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA)ของเซลล์มะเร็งในระยะที่เซลล์มะเร็งมีการเพิ่มจำนวนโครโมโซม(S-phase)
จึงส่งผลทำให้เซลล์มะเร็งตายลงจึงหยุดการแพร่กระจาย
และเกิดฤทธิ์ในการรักษาได้ตามสรรพคุณ
อาการข้างเคียง
คลื่นไส้ อาเจียน : อาจจะเกิดข้นึ ได้
โดยอาจพบอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลยก็อาจเป็นได้
จำนวนเม็ดเลือดขาว : จำนวนเม็ดเลือดขาวจะลดลงภายใน 7-24 วัน หลังจากได้รับยาและจะเพิ่มจำนวนเป็นปกติภายใน
25-30 วัน เมื่อหยุดยา เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ป้องกันและต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ
ดังนั้นเมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวลดลงจะให้ติดเชื้อง่ายขึ้น
เกล็ดเลือด : อาจจะลดลงภายใน 6-15 วันหลังได้รับยาและจะเพิ่มจำนวนเป็นปกติภายใน 22 - 25
วัน เมื่อหยุดยา เกล็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือมีบาดแผล
ดังนั้นท่านอาจเกิดแผลและเลือดออกได้ง่ายกว่า และอาจเกิดรอยฟกช้าได้ง่ายกว่าปกติ
ผมร่วง : จะเกิดขึ้นภายใน 2-3 วัน
หรือ หลายสัปดาห์หลังจากได้รับยา ผมจะบางลงหรืออาจถึงขั้นศีรษะล้านหากได้รับยาในขนาดสูงๆ
หนังศีรษะจะบอบบางและอาจกดแล้วเจ็บ
นอกจากนี้ขนที่ใบหน้าและร่างกายอาจจะหลุดร่วงด้วย แต่เส้นผมและขนจะงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้หลังจากหยุดยา
แต่ลักษณะเส้นผมและสีผมอาจจะเปลี่ยนไป
การเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกายผิดปกติ
การพูดที่ผิดปกติ หรือเกิดความรู้สึกสับสน สูญเสียความทรงจำ : อาจเกิดขึ้นได้ แต่ความผิดปกติเหล่านี้จะหายไปภายใน
5-10 วัน โดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆ
ปวด บวม ตึง และกดเจ็บ บริเวณที่ฉีด
แผลในปาก : อาจจะเกิดข้นึ
หลังจากได้รับยาเพียงไม่กี่วัน โดยจะเริ่มมีอาการที่ลิ้น ข้างกระพุ้งแก้มหรือในลำคอ
ซึ่งแผลในปากหรือมีเลือดออกที่เหงือกจะนำไปสู่การติดเชื้อในช่องปาก
เอกสารอ้างอิง
http://www.110.164.68.234/chemo/images/files/list/cytarabine-inj1.pdf
http://www.haamor.com/th/ไซทาราบีน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น