วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Cytarabine

Cytarabine
รหัส 1000000047
            ยาไซทาราบีน(Cytarabine) หรือจะเรียกว่า ไซโทซีน อะราบิโนไซด์(Cytosine arabinoside) หรือ อะรา-ซี(Ara-C) หรือ Arabinofuranosyl cytidine เป็นยาเคมีบำบัด(Cytotoxic chemotherapy) ทางการแพทย์นำมาใช้รักษาโรคมะเร็งหลายชนิดอาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาวเอเอ็มแอล มะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กิน เป็นต้น ยาไซทาราบีนถูกสังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1959 (พ.ศ.2502) และอีก 10 ปีต่อมาจึงถูกนำมาใช้ทางคลินิก รูปแบบเภสัชภัณฑ์ของยาไซทาราบีนเป็นยาฉีด โดยมีช่องทางการฉีดยาหลายแบบ เช่น ฉีดเข้าหลอดเลือดโดยตรง หยดเข้าหลอดเลือด ฉีดเข้าน้ำไขสันหลัง หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
            ตัวยาไซทาราบีนในกระแสเลือดสามารถผ่านรก และเข้าในสมองได้ ตับจะเป็นอวัยวะที่คอยทำลายโครงสร้างของยานี้ ตัวยาไซทาราบีนบางส่วนที่ผ่านเข้าไต จะถูกเปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์ สำหรับระยะเวลาที่ยาไซทาราบีนจะอยู่ในร่างกายได้นานเพียงใดนั้น จะขึ้นอยู่กับวิธีการให้ยากับผู้ป่วย เช่น กรณีให้ยาโดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำตัวยาจะถูกกำจัดเป็น 2 ช่วง (Biphasic half life) ในช่วง 10 นาทีแรก ร่างกายจะเริ่มกำจัดยาไซทาราบีนได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเข้าช่วงที่ 2 ร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 1–3 ชั่วโมงเพื่อกำจัดยานี้ทิ้ง แต่หากผู้ป่วยได้รับการฉีดยาชนิดนี้เข้าทางน้ำไขสันหลัง จะต้องใช้เวลาในการกำจัดยานี้นานถึงประมาณ 100–263 ชั่วโมง
            ยาไซทาราบีนมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังคือ การกดไขกระดูก จึงทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดต่างๆลดลง และส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดภาวะเลือดออกง่าย ปวดท้อง รู้สึกไม่สบายในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย เกิดแผลในช่องปาก ตับทำงานผิดปกติ รวมถึงมีอาการ ผมร่วง
            สำหรับข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยขณะได้รับยาไซทาราบีนมีดังนี้ เช่น
·       ล้างมือบ่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ และควรอยู่ในที่ไม่มีผู้คนแออัด ด้วยเสี่ยงต่อการติดโรคต่างๆได้ง่าย
·       หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บเป็นแผลเลือดออก รวมถึงการ    แปรงฟัน ต้องใช้ขนแปรงอ่อน เพื่อป้องกันเลือดออกตามซอกเหงือก
·       กรณีได้รับอาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง)จากการใช้ยานี้ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง มีผื่นคัน มีไข้ ฯลฯ ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนแพทย์นัดเพื่อขอรับการบำบัดรักษษอาการข้างเคียงดังกล่าว
·       ในสูตรตำรับของยาไซทาราบีนอาจมีสารประเภท Benzyl alcohol อยู่ด้วยซึ่งถือเป็นข้อห้ามใช้กับทารกด้วยจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรงต่อทารก
·    ขณะได้รับยาไซทาราบีน ห้ามรับการฉีดวัคซีนใดๆ ด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนจะมีประสิทธิภาพต่ำลง และอาจติดเชื้อจากวัคซีนเสียเอง
·       ผู้ป่วยมะเร็ง หลังจากได้รับยาไซทาราบีน อาจเกิดอาการ Tumor lysis syndrome ซึ่งคือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการที่เซลล์มะเร็งตายพร้อมๆกันในปริมาณมากมาย จนส่งผลให้เกิดสารเคมีที่เป็นของเสียจากเซลล์มะเร็งเป็นปริมาณมากมายในเลือดจนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย ผู้ป่วยจะมีอาการ หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดตะคริว ปวดท้อง ท้องเสีย มีอาการซึม และอาจเกิดไตวายเฉียบพลัน หากพบเห็นกรณีเหล่านี้ ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน
·       สตรีที่ได้รับยาไซทาราบีน ต้องป้องกันมิให้ตั้งครรภ์ ด้วยตัวยาไซทาราบีนสามารถทำอันตรายต่อทารกได้อย่างรุนแรง ดังนั้นระหว่างที่ได้รับยานี้แล้วพบว่าตนเองตั้งครรภ์ขึ้นมา จะต้องรีบแจ้งให้ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทราบโดยเร็วที่สุด
·       ห้ามหยุดการรักษาโรคมะเร็งไปเองโดยมิได้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน
            อนึ่ง คณะกรรมการอาหารและยาของไทยได้บรรจุยาไซทาราบีนลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ และจัดอยู่ในหมวดยาควบคุมพิเศษที่ต้องใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น โดยเราสามารถพบเห็นการใช้ยาชนิดนี้ได้ตามสถานพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับยาไซทาราบีนเพิ่มเติม สามารถสอบถามจากแพทย์ผู้ที่ทำการตรวจรักษาหรือจากเภสัชกรในสถานพยาบาลได้ตลอดเวลา

ไซทาราบีนมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร
            ยาไซทาราบีนมีกลไกการออกฤทธิ์โดย ตัวยาจะยับยั้งการสังเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA)ของเซลล์มะเร็งในระยะที่เซลล์มะเร็งมีการเพิ่มจำนวนโครโมโซม(S-phase) จึงส่งผลทำให้เซลล์มะเร็งตายลงจึงหยุดการแพร่กระจาย และเกิดฤทธิ์ในการรักษาได้ตามสรรพคุณ
อาการข้างเคียง
            คลื่นไส้ อาเจียน : อาจจะเกิดข้นึ ได้ โดยอาจพบอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลยก็อาจเป็นได้
            จำนวนเม็ดเลือดขาว : จำนวนเม็ดเลือดขาวจะลดลงภายใน 7-24 วัน หลังจากได้รับยาและจะเพิ่มจำนวนเป็นปกติภายใน 25-30 วัน เมื่อหยุดยา เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ป้องกันและต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ ดังนั้นเมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวลดลงจะให้ติดเชื้อง่ายขึ้น
            เกล็ดเลือด : อาจจะลดลงภายใน 6-15 วันหลังได้รับยาและจะเพิ่มจำนวนเป็นปกติภายใน 22 - 25 วัน เมื่อหยุดยา เกล็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือมีบาดแผล ดังนั้นท่านอาจเกิดแผลและเลือดออกได้ง่ายกว่า และอาจเกิดรอยฟกช้าได้ง่ายกว่าปกติ
            ผมร่วง : จะเกิดขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือ หลายสัปดาห์หลังจากได้รับยา ผมจะบางลงหรืออาจถึงขั้นศีรษะล้านหากได้รับยาในขนาดสูงๆ หนังศีรษะจะบอบบางและอาจกดแล้วเจ็บ นอกจากนี้ขนที่ใบหน้าและร่างกายอาจจะหลุดร่วงด้วย แต่เส้นผมและขนจะงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้หลังจากหยุดยา แต่ลักษณะเส้นผมและสีผมอาจจะเปลี่ยนไป
            การเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกายผิดปกติ การพูดที่ผิดปกติ หรือเกิดความรู้สึกสับสน สูญเสียความทรงจำ : อาจเกิดขึ้นได้ แต่ความผิดปกติเหล่านี้จะหายไปภายใน 5-10 วัน โดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆ
            ปวด บวม ตึง และกดเจ็บ บริเวณที่ฉีด
            แผลในปาก : อาจจะเกิดข้นึ หลังจากได้รับยาเพียงไม่กี่วัน โดยจะเริ่มมีอาการที่ลิ้น ข้างกระพุ้งแก้มหรือในลำคอ ซึ่งแผลในปากหรือมีเลือดออกที่เหงือกจะนำไปสู่การติดเชื้อในช่องปาก

เอกสารอ้างอิง
http://www.110.164.68.234/chemo/images/files/list/cytarabine-inj1.pdf
http://www.haamor.com/th/ไซทาราบีน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น