Chemo หรือ Chemotherapy
รหัส 1000000004
“คีโม” ย่อมาจาก “คีโมเทอราปี”
(chemotherapy) หมายถึง สารเคมีหลายชนิดที่ออกฤทธิ์
ต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็ว
และต่อเนื่อง ยาเคมีบำบัดจะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง หลายรูปแบบ
ทำให้เซลล์ไม่สามารถแบ่งตัวต่อไปและตายในที่สุด
วัตถุประสงค์ของการทำคีโม
การทำคีโมหรือเคมีบำบัดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายวัตถุประสงค์
ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจถึงเป้าหมายของการรักษาโรคมะเร็งเมื่อแพทย์มีการแนะนำ
เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจ
รักษาโรคมะเร็ง การทำเคมีบำบัดมีจุดประสงค์ในการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไป
แต่ผู้ป่วยก็อาจเกิดมะเร็งขึ้นมาใหม่ได้หลังการรักษา
แต่ในบางกรณีมีความเป็นไปได้ที่ตัวยาสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แพทย์จึงไม่สามารถรับรองได้ว่าการทำเคมีบำบัดจะช่วยรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด
ควบคุมเซลล์มะเร็ง นอกเหนือจากการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง
แพทย์อาจแนะนำการทำเคมีบำบัดให้เป็นวิธีที่เข้าไปช่วยควบคุมมะเร็งในผู้ป่วยที่มะเร็งมีการเติบโตจนแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น
ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น
เพราะการทำเคมีบำบัดในบางครั้งอาจเป็นการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งให้หายไปในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษาซึ่งคล้ายกับการรักษาโรคเรื้อรังชนิดอื่น
ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดเป็นระยะ
ช่วยประคับประคองอาการ เมื่อมะเร็งเกิดการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นจนไม่สามารถควบคุมได้
การทำเคมีบำบัดอาจมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งในการบรรเทาอาการและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นให้มากที่สุด
เช่น ช่วยลดขนาดเนื้องอกที่เข้าไปกดทับจนเกิดอาการปวดตามร่างกาย
การทำเคมีบำบัดอาจใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเพียงวิธีเดียวหรือใช้รักษาควบคู่กับวิธีอื่น
เช่น การให้เคมีบำบัดเบื้องต้นก่อนการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดหรือฉายแสงรังสี
เพื่อช่วยให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง (Neo-adjuvant Chemotherapy) การให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือฉายรังสี (Adjuvant
Chemotherapy) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัดหรือการฉายแสง
หรือช่วยให้การรักษาแบบวิธีการฉายแสงและการรักษาด้วยยาชีวบำบัดได้ผลที่ดียิ่งขึ้น
ผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด
ยาเคมีบำบัดไม่เพียงแต่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น
แต่ยังส่งผลต่อเซลล์ปกติและอวัยวะอื่นทั่วไป จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา
ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล
ส่วนมากมักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ
ยกเว้นในบางกรณีที่อาจกลายเป็นปัญหาที่ร้ายแรงได้
จึงควรไปพบแพทย์หากพบอาการเหล่านี้
- มีไข้ขึ้นสูง
- หนาวสั่น
- หายใจลำบาก
- เจ็บหน้าอก
- ครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- เลือดกำเดาไหลหรือเลือดออกตามไรฟัน
- เกิดแผลในปากจนทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
- อาเจียนไม่หยุด
แม้ว่ารับประทานยาช่วยบรรเทาอาการอาเจียน
- ถ่ายมากกว่า
4
ครั้งต่อวัน หรือมีอาการท้องเสีย
ผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
เช่น ปริมาณและชนิดของยาที่ใช้ ความแข็งแรงของผู้ป่วย อาการของโรค
รวมไปถึงการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วย บางรายมีอาการมาก บางรายมีอาการน้อยหรือไม่มีเลย
เนื่องจากยาเคมีบำบัดแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน
ซึ่งอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นได้บ่อยมีดังนี้
เหนื่อยง่าย ผู้เข้ารับการทำเคมีบำบัดมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติแม้ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมทั่วไปหรือกิจกรรมที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน
จึงควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหรือกิจกรรมที่อาจทำให้เหนื่อยได้ง่าย
และควรมีการออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ใช้แรงมาก เช่น การเดิน เล่นโยคะ
เพื่อช่วยกระตุ้นร่างกาย
คลื่นไส้
อาเจียน เป็นอาการที่พบได้มาก
โดยแพทย์อาจให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน เพื่อช่วยบรรเทาอาการระหว่างการทำเคมีบำบัด
ซึ่งยาที่ใช้มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบเม็ด และฉีด
แต่ยาเหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการท้องผูก อาหารไม่ย่อย นอนไม่หลับ
หรือปวดศีรษะได้ในช่วงการรับประทานยา
แต่หากผู้ป่วยมีอาการแย่ลงหรือรุนแรงมากกว่าเดิม ควรรีบปรึกษาแพทย์
ผมร่วง เป็นอีกอาการที่พบได้บ่อยในการใช้ยาเคมีบำบัดบางประเภท
และมักส่งผลกระทบต่อผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย
ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการในช่วงสัปดาห์ 1-3 หลังการให้ยาเคมีบำบัด
และผมร่วงอย่างมากในช่วง 1-2 เดือนถัดมา
รวมไปถึงเกิดหนังศีรษะลอกตามมา อย่างไรก็ตามอาจเกิดผิวลอกได้ตามแขน ขา ใบหน้า
หรือร่างกายส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะหายไปหลังการรักษา
ผมจะกลับมาขึ้นตามปกติ แต่อาจมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ เช่น
ผมตรงหรือหยิกมากขึ้น สีผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เกิดการติดเชื้อ การทำเคมีบำบัดอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น
แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
และผู้ป่วยควรมีการดูแลตนเองในเรื่องของสุขอนามัยและความสะอาดในชีวิตประจำวัน เช่น
รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า ทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือหลังจับสิ่งสกปรก
ดูแลเรื่องอาการกินให้ถูกสุขลักษณะ ระมัดระวังไม่ให้ผิวหนังเกิดบาดแผล
หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่เป็นโรคติดต่อ หรืออยู่ในสถานที่แออัด
ซึ่งแพทย์อาจมีการตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อตรวจดูภาวะการติดเชื้อในผู้ป่วย
ภาวะเยื่อบุทางเดินอาหารอักเสบ การทำเคมีบำบัดสามารถก่อให้เกิดอาการปวดและการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวด้านในของระบบย่อยอาหารตั้งแต่ช่องปากไปจนถึงทวารหนัก
บางรายเกิดเยื่อบุภายในช่องปากซึ่งอาจเกิดได้จากการรับประทานอาหารร้อน ๆ
ที่ส่งผลให้เกิดแผลในช่องปาก ลิ้น หรือรอบริมฝีปากจนรับประทานอาหารได้ลำบากมากขึ้น
มีอาการปวด เลือดไหล และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
ซึ่งอาการอักเสบเหล่านี้มักเกิดหลังจากการทำเคมีบำบัดประมาณ 7-10 วัน และผู้ที่ได้รับยาในปริมาณสูงอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น แต่อาการจะค่อย
ๆ หายไปภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากการรักษาเตรียมให้พร้อมก่อนรับคีโม
เอกสารอ้างอิง
https://www.pobpad.com/เตรียมให้พร้อมก่อนรับคีโม
http://www.thethaicancer.com/Webdocument/People_article/People_article_002.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น