วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Acetic Acid


Acetic acid (กรดน้ำส้ม)
รหัส 1000000016
คุณสมบัติ
สูตรโมเลกุล
C2H4O2
มวลโมเลกุล
60.05 g mol1
ลักษณะทางกายภาพ
ของเหลวไม่มีสี
ความหนาแน่น
1.049 g/cm3 (l)
1.266 g/cm3 (
s)
จุดหลอมเหลว
16.5 °C, 290 K, 62 °F
จุดเดือด
118.1 °C, 391 K, 245 °F
ความสามารถละลายได้ใน น้ำ
ผสมเข้ากันได้ดี
pKa
4.76 at 25 °C
ความหนืด
1.22 mPa·s ที่ 25 °C

            กรดน้ำส้ม หรือ กรดแอซีติก (Acetic acid) หรือมีชื่อตามระบบว่า กรดเอทาโนอิก เป็นสารประกอบอินทรีย์ในสถานะของเหลวไร้สี มีสูตรเคมีว่า CH3COOH (บ้างเขียนเป็น CH3CO2H หรือ C2H4O2) น้ำส้มสายชูมีกรดแอซีติกตั้งแต่ 4% ต่อปริมาตรขึ้นไป ทำให้กรดแอซีติกเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำส้มสายชูนอกจากน้ำ กรดแอซีติกยังมีรสเปรี้ยวและกลิ่นฉุนเฉพาะตัว นอกจากน้ำส้มสายชูในครัวเรือนแล้ว ยังมีการผลิตกรดแอซีติกเป็นสารตั้งต้นของพอลีไวนิลแอซีเตด และเซลลูโลสแอซีเตด จัดเป็นกรดอ่อนเนื่องจากแตกตัวบางส่วนในสารละลาย แต่กรดแอซีติกเข้มข้นมีฤทธิ์กัดกร่อนและสามารถระคายเคืองผิวหนังได้

ประโยชน์กรดอะซิติก
1. เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำส้มสายชู
            น้ำส้มสายชู เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำกรดอะซิติกมาเจือจางให้มีความเข้มข้นประมาณ 4-18% โดยปริมาตร แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่
·       น้ำส้มสายชูหมัก
·       น้ำส้มสายชูกลั่น
·       น้ำส้มสายชูเทียม
2. ใช้เป็นสารเคมีสำคัญในการทำปฏิกิริยาเคมีในกระบวนการผลิตสารอนุพันธ์ของกรดอะซิติก ได้แก่
ไวนิลอะซิเตท (Vinyl acetate)
กรดเทเรฟทาลิค (Terephthalic acid, TPA)
อะซิเตทเอสเทอร์ (Acetate ester)
อะซิติกแอนไฮไดร์ (Acetic anhydride)
เซลลูโลสอะซิเตท (Celluloseacetate)
ฯลฯ
3. ด้านอาหาร
กรดอะซิติก ถูกใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเพื่อป้องกันการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้อาหารบูดเน่า ใช้เพื่อปรับความเป็นกรด-ด่างของอาหาร และช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร นอกจากนั้น ยังใช้เพื่อการเพิ่มรสเปรี้ยวในอาหารเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่ต้องการรสเปรี้ยวมากหรือน้อย หากใช้ความเข้มข้นมากจะทำให้เกิดรสเปรี้ยวมาก อาหารที่มีการใช้กรดอะซิติก ได้แก่ น้ำสลัด ผักดอง ผลไม้ดอง และซอสชนิดต่างๆ เป็นต้น
การใช้กรดอะซิติกในอาหาร นิยมใช้ใน 2 รูปแบบ คือ
ใช้ในรูปของน้ำส้มสายชู ในความเข้มข้นของกรดอะซิติก 5-10%
ใช้ในรูปสารละลายกรดอะซิติกสังเคราะห์ ความเข้มข้น 25-80%

4. ด้านการเกษตร
กรดอะซิติก ถูกใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาควบคุมเชื้อรา น้ำหมักชีวภาพ หรือผสมน้ำฉีดพ่น เพื่อใช้ควบคุมเชื้อราในแปลงผัก และผลไม้
5. ด้านการแพทย์
กรดอะซิติกเข้มข้นถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยนำกรดอะซิติกมาเจือจางร่วมกับสารประกอบอื่น ได้แก่
สารประกอบโพรไพลีน ไกลคอล (Propylene glycol)
สารละลายอะลูมิเนียม อะซิเตรท (Aluminium acetate)
สารละลายกรดบอริก (Boric acid)
สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide)
สารละลายอะลูมิเนียมซัลเฟต (Aluminium sulfate)
สารละลายแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate )
น้ำบริสุทธิ์
            สารประกอบหรือสารละลายเหล่านี้ ใช้เป็นส่วนผสมกับกรดอะซิติกเพื่อเป็นตำรับยาหยอดหู เพื่อยับยั้งการเติบโตของเชื้อราหรือเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดหูอักเสบ โดยเฉพาะหูชั้นกลาง

ความปลอดภัย
ความคงตัว และการเกิดปฏิกิริยาเคมี
1. ความเสถียร : มีความเสถียร
2. สารที่เข้ากันไม่ได้ :
  • น้ำ
  • ความร้อน
  • สารออกชิไดซ์รุนแรง
  • สารที่ทำปฏิกิริยารุนแรงกับเบส

3. สภาวะที่ควรหลีกเลี่ยง :
  • ความร้อน
  • น้ำ และความชื้น

4. สารเคมีอันตรายที่เกิดจากการสลายตัว :
  • คาร์บอนมอนอกไซด์
  • คาร์บอนไดออกไซด์
  • อัลดีไฮด์
  • คีโตน

5. อันตรายจากปฏิกิริยาพอลิเมอร์ : ไม่เกิดปฏิกิริยา
การเกิดอัคคีภัย และการระเบิด
         จัดเป็นของเหลวไวไฟ สามารถระเบิดได้เมื่อไอกรดสัมผัสกับเปลวไฟ
         ทำปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำ
การจัดเก็บ
         เก็บไว้ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
         เก็บไว้บริเวณที่อุณหภูมิต่ำ และแห้ง
         เก็บให้ห่างจากความร้อน แหล่งกำเนิดความร้อน บริเวณที่มีอุณหภูมิสูง
         เก็บไว้ให้ห่างจากน้ำ หรือ บริเวณที่มีความชื้นสูง
         เก็บไว้ให้ห่างจากเส้นใยหรือเสื้อผ้าหรือวัสดุไวไฟ
         แหล่งจัดเก็บเข้าออกได้สะดวก

อันตรายจากกรดน้ำส้ม
            สัมผัสทางหายใจ : การหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดอาการไอ และหายใจติดขัด
              สัมผัสทางผิวหนัง : การสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดง เกิดการบวมของผิวหนัง และปอด
            กินหรือกลืนเข้าไป : การกลืนหรือกินเข้าไป จะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง และอาเจียน
            สัมผัสถูกตา : การสัมผัสถูกตาอาจจะก่อให้เกิดอาการตาแดง และปวดตาได้

การปฐมพยาบาล
            หายใจเข้าไป : ถ้าหายใจเข้าไปให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ นำส่งไปพบแพทย์
            กินหรือกลืนเข้าไป : ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป ให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ในช่วงเวลา 15 นาที กระตุ้นให้เกิดการอาเจียน นำส่งไปพบแพทย์
            สัมผัสถูกผิวหนัง : ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ฉีดล้างด้วยน้ำและสบู่ปริมาณมากๆ พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก นำส่งไปพบแพทย์
            สัมผัสถูกตา : ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆ นำส่งไปพบแพทย์

เอกสารอ้างอิง
https://www.th.wikipedia.org/wiki/กรดน้ำส้ม
https://www.siamchemi.com/กรดอะซิติก
http://www.ohs.sci.dusit.ac.th/wp/?p=664

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น