วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

แอมโมเนีย


แอมโมเนีย (Ammonia)
รหัส 1000000027
คุณสมบัติ
สูตรเคมี
NH3
มวลต่อหนึ่งโมล
17.031 g/mol
ลักษณะทางกายภาพ
เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นฉุนมาก
ความหนาแน่น
0.86 kg/m3 (1.013 bar at boiling point)
0.73 kg/m3 (1.013 bar at 15 °C)
681.9 kg/m3 at
33.3 °C (liquid) 
817 kg/m3 at
80 °C (transparent solid) 
จุดหลอมเหลว
77.73 °C, 195 K, -108 °F
จุดเดือด
33.34 °C, 240 K, -28 °F
ความสามารถละลายได้ในน้ำ
47% (0 °C)
31% (25 °C)
28% (50 °C) 
pKa
32.5 (33 °C), 10.5 (DMSO)
Basicity (pKb)
4.75

            แอมโมเนีย  (Ammonia) มีสูตรทางเคมี คือ NH3 เป็นสารที่ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ซึ่งคนเราสามารถสัมผัสกลิ่นแอมโมเนียได้หากมีความเข้มข้นมากกว่า 5 ppm ถ้าหายใจเข้าไปเพียงเล็กน้อยจะทำให้น้ำตาไหล ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจอย่างแรงทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่าย
            แอมโมเนีย เป็นสารเคมีพื้นฐานที่มีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการใช้แอมโมเนียกันอย่างแพร่หลาย แต่ในขณะเดียวกันแอมโมเนียก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าผุ้ใช้ขาด ความระมัดระวังและอาจเกิดอุบัติเหตุในการจัดเก็บ การใช้งาน และการขนส่ง
        จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากแอมโมเนียซึ่งเกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ มักจะเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมห้องเย็น โรงน้ำแข็ง โรงงานทำไอศครีม โดยสาเหตุหลักเกิดจากความบกพร่องของอุปกรณ์ เช่น วาล์วรั่ว ท่อขนส่งแตก หรือประเก็นรั่ว เป็นต้น ตัวอย่างอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในประเทศ เช่น ถังเก็บแอมโมเนียระเบิดที่โรงงานน้ำแข็ง จ.ระนอง หรือเกิดการรั่วไหลจากท่อส่งก๊าซแอมโมเนียที่ห้องเย็น จ.ตรัง และ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนในสหรัฐอเมริกาเองก็มีอุบัติเหตุจากแอมโมเนียเกิดขึ้นหลายครั้ง จนองค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (EPA) ต้องจัดทำมาตรฐานข้อมูลอุบัติภัยจากการรั่วไหลของแอมโมเนีย (Accidental Release Information Program : ARIP)
         สำหรับประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากแอมโมเนียอุตสาหกรรมหลายชนิด ดังนั้นการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป รวมทั้งการเตรียมพร้อมในการจัดการรับมือกับอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความรุนแรงและความเสี่ยงของอุบัติเหตุได้ ในบทความนี้จึงกล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานในด้านต่างๆ ของแอมโมเนีย เช่น สมบัติทางกายภาพ กระบวนการผลิต การใช้ประโยชน์ ความเสี่ยงและอันตราย รวมถึงแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดการรั่วไหล การเก็บรักษาและขนส่งอย่างปลอดภัย

พิษของแอมโมเนียต่อสุขภาพ
  • แอมโมเนียมีฤทธิ์กัดกร่อน และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังที่สัมผัส
  • หากสูดดมเพียงเล็กน้อยจะทำให้น้ำตาไหล
  • สูดดมมากจะออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ เสี่ยงต่อหัวใจวายได้ง่าย
  • การสูดดมเข้าระบบทางเดินหายใจจะทำให้เกิดการระคายเคืองเนื้อเยื่อ มีอาการแสบร้อน
  • การสัมผัสกับแอมโมเนียเข้มข้นทำให้เกิดเวียนศีรษะ ตาลาย และเกิดอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง

ผลการสัมผัสแอมโมเนียของมนุษย์
  • ความเข้มข้น 5 ppm : บางคนอาจสัมผัสกลิ่นได้
  • ความเข้มข้น 25 ppm : บางคนอาจสัมผัสกลิ่นได้ สามารถทำงานได้ตลอด 8 ชั่วโมง
  • ความเข้มข้น 35 ppm : คนส่วนใหญ่อาจสัมผัสกลิ่นได้ สามารถทำงานได้ในระยะสั้น 15 นาที
  • ความเข้มข้น 50-100 ppm : คนส่วนใหญ่อาจสัมผัสกลิ่นได้ ทนต่อกลิ่นได้นานสูงสุด 2 ชั่วโมง สำหรับคนที่ไม่เคยรับกลิ่น
  • ความเข้มข้น 400 ppm : ระคายเคืองปานกลางต่อตา จมูก และลำคอ หากสัมผัสที่ 0.5-1 ชั่วโมง ยังไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้บาดเจ็บรุนแรง
  • ความเข้มข้น 1,000-2,000 ppm : ทำให้ระคายเคือง และไออย่างรุนแรง มีอาการแสบที่ตา จมูก และลำคอ สามารถทำลายเนื้อเยื่อตา จมูก อวัยวะในระบบทางเดินหายใจ หากสัมผัสนาน 30 นาที
  • ความเข้มข้น 3,000-4,000 ppm : ทำให้ระคายเคือง และไออย่างรุนแรง มีอาการแสบที่ตา จมูก และลำคอ สามารถทำให้เสียชีวิตได้ใน 30 นาที
  • ความเข้มข้น 5,000-12,000 ppm : เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดภาวะขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน สามารถทำให้เสียชีวิตได้ในไม่กี่นาที


อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย
            แอมโมเนียเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ เป็นก๊าซที่ละลายในน้ำได้ให้สารละลายแอมโมเนียม        ไฮดรอกไซด์ สารละลายแอมโมเนียระคายเคืองอย่างมากต่อเยื่อบุเมือก ตา และผิวหนัง  อาการทางตา
            อาการแบบเฉียบพลัน  เมื่อสัมผัสสารไอระเหยของแอมโมเนียทำให้เกิดระคายเคืองที่เยื่อบุตา มีอาการน้ำตาไหล หนังตากระตุก ผิวหนังอาจไหม้ แอมโมเนียจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ น้ำลายออกมาก ปวดแสบปวดร้อนบริเวณทรวงอก ประสาทดมกลิ่นเสียไป (anosmia), เหงื่อออก (perspiration), คลื่นไส้ (nausea),อาเจียน  (vomiting), และเจ็บใต้กระดูกสันอก (substernal pain) การสัมผัสเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการระคาย
            อาการแบบเรื้อรัง  อาจมีตามมาจากอาการพิษแบบเฉียบพลัน แต่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มักเกิดอาการระคายเคืองที่ทางเดินหายใจส่วนบน

มาตรฐานทางด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน
            ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515  กำหนดให้ความเข้มข้นเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานปกติ แอมโมเนียเท่ากับ 50 ส่วนในล้านส่วนโดยปริมาตร หรือ 35 มิลลิกรัม/ต่อ ลูกบาศก์เมตร

เอกสารอ้างอิง
https://www.th.wikipedia.org/wiki/แอมโมเนีย
http://www.shawpat.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=484:-m---m-s&catid=47:-m---m-s&Itemid=201
https://www.siamchemi.com/แอมโมเนีย
http://www.envocc.ddc.moph.go.th/contents/view/68

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น