Oxalic acid
รหัส 1000000057
คุณสมบัติ
|
|
สูตรเคมี
|
H2C2O4 (anhydrous)
H2C2O4·2H2O (dihydrate) |
มวลต่อหนึ่งโมล
|
90.03 g/mol (anhydrous)
126.07 g/mol (dihydrate) |
ลักษณะทางกายภาพ
|
white crystals
|
ความหนาแน่น
|
1.90 g/cm³ (anhydrous)
1.653 g/cm³ (dihydrate) |
จุดหลอมเหลว
|
101-102 °C (dihydrate)
|
ความสามารถละลายได้ในน้ำ
|
9.5 g/100 mL (15 °C)
14.3 g /100 mL (25 °C?) 120 g/100 mL (100 °C) |
กรดออกซาลิก (Oxalic
acid) เป็นกรดอินทรีย์ที่สามารถพบได้ในอาหารทั่วไป โดยเฉพาะในพืชผัก
และผลไม้ แต่พบในผักเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นกรดที่มีความเป็นกรดสูงกว่ากรดน้ำส้ม (Acetic
acid) 10,000 เท่า เมื่ออยู่ในรูปของประจุเรียกว่า ออกซาเลต (oxalate)
ซึ่งสามารถเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับธาตุอื่นทำให้มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ
เช่น แคลเซียมออกซาเลต แมกนีเซียมออกซาเลต โซเดียมออกซาเลต และโพแทสเซียมออกซาเลต
เป็นต้น
ลักษณะทางฟิสิกส์
– ผลึกเป็นแบบ
– ผลึกสีขาว
– ไม่มีกลิ่น
– จุดหลอมเหลว 90 องศาเซลเซียส
– ความถ่วงจำเพาะที่ 17 องศาเซลเซียส 1.900
– ความดันไอที่ 20 องศาเซลเซียส 0.001 มิลลิเมตรปรอท
– pH
1.3 ที่ความเข้มข้น 0.1 โมล
– ละลายได้ดีในตัวทำละลาย เช่น อีเทอร์ เบนซีน คีโตน คลอโรฟอร์ม เป็นต้น
ประโยชน์กรดออกซาลิก
กรดออกซาลิกถือเป็นกรดที่เป็นโทษต่อร่างกายมนุษย์
แต่ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายด้าน อาทิ ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อ
ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาด
ใช้เป็นสารเคมีสำหรับเติมเพื่อฆ่าเชื้อโรคในระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น
อันตรายต่อสุขภาพอนามัย
สัมผัสทางหายใจ
: การหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคือง แผลไหม้ต่อจมูก คอ และทางเดินหายใจ
สัมผัสทางผิวหนัง :
การสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ต่อผิวหนัง อาจทำให้ผิวหนังไหม้ได้
สารนี้อาจถูกดูดซึมเข้าร่างกายผ่านทางผิวหนังได้
กินหรือกลืนเข้าไป
: การกลืนกินเข้าไปจะก่อให้เกิดแผลไหม้ คลื่นไส้ เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้
อาเจียน หมดสติ และชัก อาจทำให้เกิดการทำลายไต ทำให้พบเลือด ออกปนมากับปัสสาวะ
เนื่องจากกรดออกซาลิกจะมีผลต่อการดึงเอา แคลเซียมออกซาเลทออกจากเลือด
ซึ่งแคลเซียมออกซาเลทจะไปอุดตันอยู่ที่ไต
ซึ่งปริมาณที่รับทางการกินแล้วทำให้เสียชีวิตได้คือ 5-15 กรัม
สัมผัสถูกตา
: การสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง
ต่อตาและอาจทำให้เกิดผลจากการกัดกร่อนได้
การก่อมะเร็ง
ความผิดปกติ อื่นๆ : การสัมผัสเรื้อรังจะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเกิดการอักเสบ
การสัมผัสถูกผิวหนังเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผิวหนังอักเสบ
เกิดภาวะที่นิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ และอาจเกิดผิวหนังเปื่อยได้
อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อไต และในบางบุคคลอาจพบอาการผิดปกติ ที่ผิวหนังตา ไต
และระบบหายใจได้
การป้องกัน และลดความเป็นพิษ
การป้องกันการได้รับพิษจากกรดออกซาลิกที่ดี
คือ หลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณน้อยของกลุ่มพืชผักที่มีกรดออกซาลิกสูง
สำหรับการลดความเป็นพิษ ได้แก่
การรับประทานเมล็ดฟักทอง อาหารเสริมฟอสฟอรัสหรืออาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง
ซึ่งฟอสฟอรัสจะช่วยลดการก่อตัวของผลึกแคลเซียมออกซาเลท
และลดปริมาณผลึกจากบริเวณที่มีการสะสมต่างๆให้น้อยลง
การปฐมพยาบาล
หายใจเข้าไป :
ถ้าหายใจเข้าไปให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์
ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจนช่วย นำส่งไปพบแพทย์
กินหรือกลืนเข้าไป
: ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป อย่ากระตุ้นให้เกิดการอาเจียน
ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือนมปริมาณมากๆ ห้ามไม่ให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ
นำส่งไปพบแพทย์ ทันที
สัมผัสถูกผิวหนัง
: ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้เช็ดสารออกจากผิวหนังและ
ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที
พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก นำส่งไปพบแพทย์ทันที
ซักทำความสะอาดเสื้อผ้า และรองเท้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
สัมผัสถูกตา
: ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ค่อยๆฉีดล้างด้วยน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาทีพร้อมกระพริบตาถี่ๆขณะทำการล้าง นำส่งไปพบแพทย์ทันที
เอกสารอ้างอิง
https://www.th.wikipedia.org/wiki/กรดออกซาลิก
https://www.siamchemi.com/กรดออกซาลิก
http://www.ohs.sci.dusit.ac.th/wp/?p=1982
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น