วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Oxalic acid


Oxalic acid
รหัส 1000000057
คุณสมบัติ
สูตรเคมี
H2C2O4 (anhydrous)
H2C2O4·2H2O (dihydrate)
มวลต่อหนึ่งโมล
90.03 g/mol (anhydrous)
126.07 g/mol (dihydrate)
ลักษณะทางกายภาพ
white crystals
ความหนาแน่น
1.90 g/cm³ (anhydrous)
1.653 g/cm³ (dihydrate)
จุดหลอมเหลว
101-102 °C (dihydrate)
ความสามารถละลายได้ในน้ำ
9.5 g/100 mL (15 °C)
14.3 g /100 mL (25 °C?)
120 g/100 mL (100 °C)

            กรดออกซาลิก (Oxalic acid) เป็นกรดอินทรีย์ที่สามารถพบได้ในอาหารทั่วไป โดยเฉพาะในพืชผัก และผลไม้ แต่พบในผักเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นกรดที่มีความเป็นกรดสูงกว่ากรดน้ำส้ม (Acetic acid) 10,000 เท่า เมื่ออยู่ในรูปของประจุเรียกว่า ออกซาเลต (oxalate) ซึ่งสามารถเกิดสารประกอบเชิงซ้อนกับธาตุอื่นทำให้มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แมกนีเซียมออกซาเลต โซเดียมออกซาเลต และโพแทสเซียมออกซาเลต เป็นต้น

ลักษณะทางฟิสิกส์
ผลึกเป็นแบบ
ผลึกสีขาว
ไม่มีกลิ่น
จุดหลอมเหลว 90 องศาเซลเซียส
ความถ่วงจำเพาะที่ 17 องศาเซลเซียส 1.900
ความดันไอที่ 20 องศาเซลเซียส 0.001 มิลลิเมตรปรอท
– pH 1.3 ที่ความเข้มข้น 0.1 โมล
ละลายได้ดีในตัวทำละลาย เช่น อีเทอร์ เบนซีน คีโตน คลอโรฟอร์ม เป็นต้น

ประโยชน์กรดออกซาลิก
            กรดออกซาลิกถือเป็นกรดที่เป็นโทษต่อร่างกายมนุษย์ แต่ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายด้าน อาทิ ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อ ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาด ใช้เป็นสารเคมีสำหรับเติมเพื่อฆ่าเชื้อโรคในระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

อันตรายต่อสุขภาพอนามัย
            สัมผัสทางหายใจ : การหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคือง แผลไหม้ต่อจมูก คอ และทางเดินหายใจ
             สัมผัสทางผิวหนัง : การสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ต่อผิวหนัง อาจทำให้ผิวหนังไหม้ได้ สารนี้อาจถูกดูดซึมเข้าร่างกายผ่านทางผิวหนังได้
             กินหรือกลืนเข้าไป : การกลืนกินเข้าไปจะก่อให้เกิดแผลไหม้ คลื่นไส้ เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ อาเจียน หมดสติ และชัก อาจทำให้เกิดการทำลายไต ทำให้พบเลือด ออกปนมากับปัสสาวะ เนื่องจากกรดออกซาลิกจะมีผลต่อการดึงเอา แคลเซียมออกซาเลทออกจากเลือด ซึ่งแคลเซียมออกซาเลทจะไปอุดตันอยู่ที่ไต ซึ่งปริมาณที่รับทางการกินแล้วทำให้เสียชีวิตได้คือ 5-15 กรัม
             สัมผัสถูกตา : การสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ต่อตาและอาจทำให้เกิดผลจากการกัดกร่อนได้
             การก่อมะเร็ง ความผิดปกติ อื่นๆ : การสัมผัสเรื้อรังจะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเกิดการอักเสบ การสัมผัสถูกผิวหนังเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผิวหนังอักเสบ เกิดภาวะที่นิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ และอาจเกิดผิวหนังเปื่อยได้ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อไต และในบางบุคคลอาจพบอาการผิดปกติ ที่ผิวหนังตา ไต และระบบหายใจได้

การป้องกัน และลดความเป็นพิษ
            การป้องกันการได้รับพิษจากกรดออกซาลิกที่ดี คือ หลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณน้อยของกลุ่มพืชผักที่มีกรดออกซาลิกสูง
            สำหรับการลดความเป็นพิษ ได้แก่ การรับประทานเมล็ดฟักทอง อาหารเสริมฟอสฟอรัสหรืออาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ซึ่งฟอสฟอรัสจะช่วยลดการก่อตัวของผลึกแคลเซียมออกซาเลท และลดปริมาณผลึกจากบริเวณที่มีการสะสมต่างๆให้น้อยลง

การปฐมพยาบาล
            หายใจเข้าไป : ถ้าหายใจเข้าไปให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจนช่วย นำส่งไปพบแพทย์
             กินหรือกลืนเข้าไป : ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป อย่ากระตุ้นให้เกิดการอาเจียน ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือนมปริมาณมากๆ ห้ามไม่ให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ นำส่งไปพบแพทย์ ทันที
             สัมผัสถูกผิวหนัง : ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้เช็ดสารออกจากผิวหนังและ ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก นำส่งไปพบแพทย์ทันที ซักทำความสะอาดเสื้อผ้า และรองเท้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
             สัมผัสถูกตา : ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ค่อยๆฉีดล้างด้วยน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาทีพร้อมกระพริบตาถี่ๆขณะทำการล้าง นำส่งไปพบแพทย์ทันที


เอกสารอ้างอิง
https://www.th.wikipedia.org/wiki/กรดออกซาลิก
https://www.siamchemi.com/กรดออกซาลิก
http://www.ohs.sci.dusit.ac.th/wp/?p=1982

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น