วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Taxol (Paclitaxel)


Taxol (Paclitaxel)
รหัส 1000000046
        ยาพาคลิแทคเซล หรือ แพคลิแทคเซล (Paclitaxel ย่อว่า PTX หรือ Pac)เป็นยาเคมีบำบัด(Chemotherapy)ประเภทแอลคาลอยด์ ที่สกัดได้จากเปลือกของต้นยู(Bark from the Pacific yew, พืชในกลุ่มทุเรียนเทศหรือทุเรียนน้ำ) ทางคลินิกนำมาใช้รักษามะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งคาโปซิซาร์โคมา มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ
            รูปแบบเภสัชภัณฑ์ของยาพาคลิแทคเซล เป็นสารละลายปราศจากเชื้อ แบบฉีด ตัวยามีระยะเวลาของการเสื่อมสลายภายในร่างกายยาวนานเฉลี่ย 5.8 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะต้องมารับการให้ยาทุกๆ 3 สัปดาห์ จนกระทั่งครบเทอมของการรักษา ปกติการรักษามะเร็งมักจะใช้ยารักษามะเร็งตัวอื่น เช่นยา Cisplatin , Carboplatin, หรือ Trastuzumab ร่วมในการรักษาพร้อมกับยาพาคลิแทคเซล
            ระหว่างที่ได้รับยาพาคลิแทคเซล ยังมีข้อควรระวังและคำเตือนต่างๆที่ต้องติดตามอย่างสม่ำเสมอ เช่น
·       ยาพาคลิแทคเซล สามารถกดการสร้างเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด ไขกระดูกได้ชั่วคราว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เกิดภาวะโลหิตจาง มีเลือดออกง่ายเพิ่มขึ้น
·       มีอาการปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นชั่วคราว 2-3 วันหลังจากได้รับยาพาคลิ
แทคเซล แต่อาการเหล่านี้มักจะหายได้เองภายในไม่กี่วัน
·       เกิดอาการทางระบบประสาทส่วนปลาย เช่น ชามือและเท้า ซึ่งอาการจะค่อยๆ ทุเลาลงภายในเวลาต่อมา
·    ผมร่วง ซึ่งเราจะพบเห็นได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดทุกชนิดรวมถึงยาพาคลิแทคเซล แต่การงอกของเส้นผมจะกลับมาเป็นปกติหลังจากหยุดใช้ยาพาคลิแทคเซล
·       มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เกิดแผลในช่องปาก ทั่วไปจะไม่ค่อยรุนแรงเท่าใดนัก และสามารถหายได้เอง
·       หากมีอาการบวมที่เท้า-ข้อเท้า หรือมีภาวะบวมน้ำ เกิดผื่นคัน อึดอัดหายใจไม่ออก/หายใจลำบาก ต้องรีบให้แพทย์ตรวจประเมินอาการของร่างกายเพิ่มเติมว่า มีภาวะแพ้ยา หรืออาการแทรกซ้อนอื่นใดร่วมด้วยหรือไม่
·       ยาพาคลิแทคเซลสามารถทำให้เกิดพิษ(ผลข้างเคียงรุนแรง)ต่อการทำงานของตับได้เหมือนกับยารักษามะเร็งต่างๆ แพทย์จึงจำเป็นต้องตรวจการทำงานของตับเป็นระยะๆตลอดการรักษาด้วยยาชนิดนี้
·       อาการความดันโลหิตต่ำสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงประมาณ 3 ชั่วโมงแรกหลังจากได้รับยาพาคลิ
แทคเซลเข้าทางหลอดเลือด ผู้ป่วยจะต้องนอนพักเพื่อดูอาการจนกระทั่ง ความดันโลหิตกลับมาเป็นปกติเสียก่อน แพทย์จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้
·    มีอาการหมองคล้ำของผิวหนัง ซึ่งเคยเกิดจากการทำรังสีรักษาก่อนที่จะได้รับตัวยาพาคลิแทคเซล อาการนี้จะค่อยๆทุเลาลงเมื่อหยุดใช้ยานี้
            ทั้งนี้ ผลข้างเคียงข้างต้นอาจจะเกิดขึ้นไม่เกิน 10% จากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยาชนิดนี้ อย่างไรก็ตามหากพบอาการผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะต้องรีบแจ้งแพทย์/พยาบาลผู้ดูแลรักษาให้ทราบ เพื่อขอคำแนะนำและเพื่อแพทย์พิจารณาปรับแนวทางการรักษาได้ทันเวลา
            องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ยาพาคลิแทคเซลเป็นยาจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สถานพยาบาลด้านโรคมะเร็งควรมีสำรองไว้ให้บริการกับผู้ป่วย และคณะกรรมการอาหารและยาของไทย ได้กำหนดให้ยาพาคลิแทคเซลเป็นยาควบคุมพิเศษ ซึ่งต้องถูกสั่งจ่ายโดยแพทย์แต่ผู้เดียว เราจึงพบเห็นการใช้ยาชนิดนี้แต่ในสถานพยาบาลเท่านั้น ซึ่งหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาพาคลิแทคเซล สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแพทย์หรือเภสัชกรในสถานพยาบาลที่เข้ารับการรักษาได้

พาคลิแทคเซลมีสรรพคุณ(คุณสมบัติ)อย่างไร
ยาพาคลิแทคเซลมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ เช่น
            ใช้รักษาหรือเป็นยาสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งคาโปซิซาร์โคมา มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวโต

พาคลิแทคเซลมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร
            ยาพาคลิแทคเซลเป็นยาเคมีบำบัดที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเซลล์มะเร็งชนิดมีการแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ยาชนิดนี้ไม่ใช่ยารักษาตรงเป้าจึงทำให้เกิดผลกระทบ(ผลข้างเคียง)ต่อเซลล์ปกติที่สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน จึงเป็นเหตุให้ตัวยาพาคลิแทคเซลล์สร้างผลไม่พึงประสงค์จากยา (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง)ต่อระบบอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนี้ เช่น
  • ผลต่อระบบทางเดินหายใจ: เช่น เกิดภาวะปอดบวม มีพังผืดในปอด การหายใจล้มเหลว
  • ผลต่อระบบประสาท: เช่น เกิดพิษต่อระบบประสาท เช่น มีอาการวิงเวียน ชาตามมือและเท้า
  • ผลต่อระบบทางเดินอาหาร: เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน มีภาวะลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดที่เรียกว่า Pseudomembranous colitis
  • ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: เช่น ความดันโลหิตต่ำหรือสูง หัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นช้าหรือไม่ก็หัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ผลต่อผิวหนัง: เช่น ผมร่วง มีผื่นคัน ผิวคล้ำขึ้น อาจมีลมพิษ หรือผิวหนังบวม
  • ผลต่อระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค: เช่น ติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ/โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
  • ผลต่อตา: เช่น ตาพร่า
  • ผลต่อตับ: เช่น เอนไซม์การทำงานของตับในเลือดสูงขึ้น ค่าบิลิรูบินในเลือดสูง
  • ผลต่อกล้ามเนื้อ: เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ
  • ผลต่อการเกิดมะเร็งชนิดอื่น: เช่น อาจทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว ชนิด Acute myeloid leukemia
  • ผลต่อระบบเลือด: เช่น กดไขกระดูก โลหิตจาง มีภาวะเลือดออกง่าย เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ
  • ผลต่อสภาพจิตใจ: เช่น รู้สึกสับสน

            อนึ่ง อาการข้างเคียงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายของแต่ละบุคคล

ข้อควรระวังระหว่างรับยา
1. เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยทุกรายจึงจะได้รับยาฉีดป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนก่อนรับยาเคมีบำบัดประมาณ 30 นาที
2. ยาเคมีบำบัดทุกชนิดอาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาได้ หากรู้สึกแน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ ใจสั่น เวียนศีรษะ หายใจติดขัด ต้องแจ้งพยาบาลทันที
3. ยานี้ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อสูง ถ้ามีอาการเจ็บแสบผิดปกติระหว่างเดินยาต้องรีบแจ้งพยาบาลเพื่อดำเนินการแก้ไขทันที

อาการข้างเคียงจากยาสูตรนี้
1. หลังได้รับยาประมาณ 2-3 วัน อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน พะอืดพะอม ซึ่งแพทย์จะสั่งยาป้องกันอาการให้กลับไปรับประทานต่อที่บ้านต่อเนื่อง
2. หากยังคงเจ็บหรือปวดบริเวณที่ฉีดยา ให้ประคบเย็นครั้งละประมาณ 15 นาที ทุก 4-6 ชั่วโมง
3. ช่วงสัปดาห์แรกหลังรับยาอาจมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
4. ยานี้อาจทำให้เกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่ายและหยุดยาก โดยอาการอาจเริ่มเกิดที่วันที่ 21 หลังให้ยา ควรเพิ่มความระมัดระวังและไม่ควรใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่ระคายเคืองกระเพาะอาหารเช่น แอสไพริน
5. ผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดอาการผมร่วง โดยช่วงแรกอาจเจ็บหนังศีรษะ การตัดผมสั้นอาจทำให้รู้สึกสบายและดูแลง่ายขึ้น หลังจากหยุดยาเคมีบำบัดผมจะค่อยๆขึ้นกลับมาเหมือนเดิม

เอกสารอ้างอิง
http://www./haamor.com/th/พาคลิแทกเซล
https://www.chulacancer.net/patient-list-page.php?id=648

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น