วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Sodium Hydroxide


Sodium hydroxide (โซดาไฟ)
รหัส 1000000021
คุณสมบัติ
สูตรเคมี
NaOH
มวลต่อหนึ่งโมล
39.997 g/mol
ลักษณะทางกายภาพ
White solid
ความหนาแน่น
2.1 g/cm3
จุดหลอมเหลว
318 °C (591 K)
จุดเดือด
1390 °C (1663 K)
ความสามารถละลายได้ ใน น้ำ
111 g/100 ml (20 °C)

            โซดาไฟ หรือ โซดาแผดเผา หรือ คอสติกโซดา(Caustic soda) เป็นสารประกอบ อนินทรีย์ที่มีสูตรเคมี NaOH(Sodium hydroxide) มีลักษณะเป็นของแข็งไม่มีสี มีฤทธิ์เป็นด่างสูงมาก สามารถทำลายเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต และเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนเมื่อนำมาละลายน้ำการเก็บรักษาจึงต้องอยู่ในที่แห้งหรือมีความชื้นต่ำและอยู่ในภาชนะที่มิดชิดโซดาไฟถูกนำมาในกระบวนการอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น การผลิตกระดาษ อุตสาหกรรมสิ่งทอ การผลิตน้ำดื่ม การทำสบู่ ผงซักฟอก และเคมีภัณฑ์ที่ใช้กำจัดสิ่งปฏิกูลในห้องน้ำ-ท่อระบายน้ำ
            ทั่วไปกล่าวได้ว่า โซดาไฟ เป็นสารเคมีที่รู้จักกันดีในหมู่คนทั่วโลก อย่างไรก็ตามการใช้งานโซดาไฟในชีวิตประจำวัน ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ร่วมกับใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลชนิดต่างๆมาประกอบกัน


คุณสมบัติทางกายภาพของโซดาไฟ
·       เป็นของแข็งคล้ายผลึกขุ่น ทึบแสง ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น
·   จะหลอมละลายที่อุณหภูมิ 318 องศาเซลเซียส(Celsius)โดยไม่เสื่อมสลายและมีจุดเดือดที่อุณหภูมิ 1,388 องศาเซลเซียส
·       เมื่อละลายน้ำจะปลดปล่อยความร้อนสูงมาก เราจึงเรียกว่า โซดาไฟ
·       มีความหนาแน่นเฉลี่ย 2.13 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
            โซดาไฟ สามารถต่อต้านฤทธิ์ของสารประกอบที่มีความเป็นกรดสูง หรืออาจจะใช้คำว่าโซดาไฟมีฤทธิ์สะเทิน (ทำให้เป็นกลาง) กับกรดก็ได้

ประโยชน์ของโซดาไฟ
โดยทั่วไป สรุปประโยชน์ของโซดาไฟทั้งในแวดวงอุตสาหกรรม และประโยชน์ใกล้ตัว ดังนี้
1. ใช้ในการผลิตกระดาษ โดยใช้โซดาไฟที่ละลายน้ำแปลงสภาพเนื้อไม้ให้เป็นเยื่อกระดาษ เราเรียกกระบวนการดังกล่าวว่า Kraft process หรือ Kraft pulps
2. ใช้กับกระบวนการกำจัดน้ำเสีย โดยใช้โซดาไฟเพิ่มค่าความเป็นด่างให้กับน้ำเสียที่มีความเป็นกรดสูงๆ ก่อนที่จะปล่อยน้ำนั้นลงสู่แม่น้ำในธรรมชาติ
3. เมื่อนำโซดาไฟมาละลายน้ำจนเป็นสารละลายและนำไปผสมแร่บอกไซต์ (Bauxite, แร่ที่นำมาผลิต อะลูมิเนียม) ในถังที่มีแรงดันสูงภายใต้อุณหภูมิสูงราวๆ 150200 องศาเซลเซียสจะทำให้ได้อะลูมิเนียมออกไซด์(Aluminium oxide)ออกมาเราเรียกกระบวนการนี้ว่า Bayer process
4. สารละลายโซดาไฟที่เตรียมเป็นความเข้มข้นอย่างเหมาะสม สามารถใช้ล้างทำความสะอาดเครื่องบรรจุและภาชนะบรรจุเครื่องดื่มบางประเภท
5. โซดาไฟ ถูกใช้กำจัดกำมะถันที่ปนมากับน้ำมันปิโตเลียมที่ขุดเจาะขึ้นมาจากใต้ดิน
6. ในอุตสาหกรรมยา ใช้โซดาไฟที่เตรียมเป็นสารละลายเพื่อควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่างในกระบวนการผลิต หรือเพื่อทำความสะอาดและกำจัดคราบสกปรกของพื้นผนังในสถานที่ผลิต หรือใช้ในห้องทดลองเพื่อตรวจวัดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยาบางประเภท
7. ใช้ปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มบางประเภท
8. โซดาไฟ ถูกใช้เป็นส่วนประกอบในสูตรตำรับของเครื่องสำอาง เช่น สบู่ น้ำหอม สีย้อมผม ยาทาเล็บ แชมพู น้ำยาโกนหนวด ครีมกันแดด และอื่นๆอีกมาก
9. ตามบ้านเรือนมักใช้โซดาไฟเพียงเล็กน้อยกรอกใส่ท่อน้ำที่อุดตัน แล้วเติมน้ำ ตามอย่างเหมาะสม ทิ้งเวลาพอประมาณจะทำให้กำจัดสิ่งอุดตันในท่อได้ดีในระดับหนึ่ง
            โซดาไฟที่นำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันข้างต้น จะมีความบริสุทธิ์หรือสิ่งเจือปนและราคาที่แตกต่างกันออกไป การเลือกใช้โซดาไฟที่มีความบริสุทธิต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของผู้นำโซดาไฟมาใช้งาน

คู่มือความปลอดภัย (MSDS) ของโซดาไฟ
ในคู่มือความปลอดภัยของโซดาไฟ จะมีหัวข้อต่างๆดังต่อไปนี้
1. ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อทางเคมี ประโยชน์ที่ใช้งาน และผู้จัดจำหน่าย
2. ส่วนประกอบสำคัญ เช่น Sodium hydroxide ที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 97% หากมีส่วนประกอบอื่นก็ต้องถูกระบุมาด้วยกัน
3. ความเป็นพิษ เช่น ระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อ ตา ผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และมักจะแจกแจงรายละเอียดของอาการพิษที่เกิดขึ้น
4. วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อลดความรุนแรงหรืออาการบาดเจ็บจากโซดาไฟ
5. เป็นสารไวไฟหรือไม่ ผู้ผลิตจะระบุความไวไฟของโซดาไฟมาในคู่มือความปอดภัย และกรณีเกิดเพลิงไหม้ การจะใช้น้ำในการดับไฟที่มีโซดาไฟอยู่ด้วยต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ความปลอดภัย เมื่อโซดาไฟผสมกับน้ำจะเกิดสารละลายที่มี ฤทธิ์กัดกร่อนอย่างรุนแรง
6. การประเมินสถานการณ์เมื่อเกิดการรั่วไหลของตัวผลิตภัณฑ์โซดาไฟ โดยกล่าวถึงวิธีการป้องกันมิให้โซดาไฟที่หกรั่วไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ตลอดจนวิธีการเก็บโซดาไฟได้อย่างปลอดภัยและไม่หลงเหลือจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
7. วิธีการจัดเก็บ สถานที่จัดเก็บ รวมถึง การเปิดภาชนะบรรจุโซดาไฟเพื่อใช้งาน
8. การป้องกันส่วนบุคคลซึ่งจะกล่าวถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเมื่อต้องการปฏิบัติงานกับโซดาไฟ เช่น สวมแว่นนิรภัย ใส่ถุงมือยางนิรภัย ตลอดจนหน้ากากป้องกันสารเคมีมิให้กระเด็นใส่ใบหน้าและตา รวมถึงชุดเครื่องแบบที่ใช้ขณะปฏิบัติงานกับโซดาไฟ
9. คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของผลิตภัณฑ์โซดาไฟ
10. ข้อมูลด้านความคงตัวของผลิตภัณฑ์ฯ เช่น หลีกเลี่ยงการนำโซดาไฟไปจัดเก็บในที่เปียกและ/หรือมีความชื้นสูง ด้วยจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาได้อย่างรุนแรง
11. ความเป็นพิษ เช่น โซดาไฟมีฤทธิ์กัดกร่อน และก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อส่วนต่างๆของร่างกายที่สัมผัสสารนี้
12. ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ หากเกิดการปนเปื้อนของโซดาไฟในแม่น้ำลำคลอง จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์น้ำ
13. การทำลายผลิตภัณฑ์ฯ มักกล่าวถึงขั้นตอนการนำส่งผลิตภัณฑ์ฯไปยังหน่วยงานที่รับทำลายขยะมีพิษ อาจเป็นบริษัทของเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานรัฐบาลอีกทีหนึ่ง
14. ขั้นตอนการขนส่งผลิตภัณฑ์ฯ พาหนะอย่างรถขนส่งจะต้องได้รับการอนุมัติ จากทางราชการ เช่น ระบุว่ารถคันนี้ใช้ขนส่งวัตถุอันตรายอย่างโซดาไฟ มีหมายเลขหรือรหัสที่ระบุถึงผลิตภัณฑ์ฯที่เป็นสากล เช่น UN1823 เป็นต้น
15. ข้อมูลควบคุมวัตถุอันตราย เช่น โซดาไฟของบริษัทนี้ได้รับการอนุมัติอย่างถูกต้องจากหน่วยงานกลางเช่น Occupational Safety and Health Administration (OSHA)
16. ข้อมูลอื่นที่ผู้บริโภค/ผู้ใช้งานควรทราบ

อันตรายต่อสุขภาพอนามัย
            สัมผัสทางหายใจ :  การหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เกิดการทำลายต่อทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เกิดอาการจาม ปวดคอ หรือน้ำมูกไหล ปอดอักเสบอย่างรุนแรง หายใจติดขัด หายใจถี่รั่ว
             สัมผัสทางผิวหนัง : การสัมผัสถูกผิวหนัง จะก่อให้เกิดการระคายเคืองรุนแรง เป็นแผลไหม้ และเกิดเป็นแผลพุพองได้
             กินหรือกลืนเข้าไป : การกลืนหรือกินเข้าไป ทำให้แสบไหม้บริเวณปาก คอ กระเพาะอาหาร ทำให้เป็นแผลเป็น เลือดออกในกระเพาะอาหาร อาเจียน ท้องร่วง ความดันเลือดลดต่ำลง อาจทำให้เสียชีวิต
             สัมผัสถูกตา : การสัมผัสถูกตา จะมีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เกิดการระคายเคืองรุนแรง เป็นแผลแสบไหม้ อาจทำให้มองไม่เห็นถึงขั้นตาบอดได้
             การก่อมะเร็ง ความผิดปกติ อื่นๆ : การสัมผัสสารติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อ และสารนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ

การปฐมพยาบาล
            หายใจเข้าไป : ถ้าหายใจเข้าไป ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจลำบากให้ออกซิเจนช่วย นำส่งไปพบแพทย์
          กินหรือกลืนเข้าไป : ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป อย่ากระตุ้นให้เกิดการอาเจียน ให้ดื่มน้ำหรือนมปริมาณมากๆ ห้ามไม่ให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ นำส่งไปพบแพทย์
           สัมผัสถูกผิวหนัง : ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก นำส่งไปพบแพทย์ทันที ซักทำความสะอาดเสื้อผ้าและรองเท้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่
           สัมผัสถูกตา : ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ฉีดล้างตาโดยทันทีด้วยน้ำปริมาณมากๆอย่างน้อย 15 นาที พร้อมกระพริบตาถี่ๆ นำส่งไปพบแพทย์ทันที

เอกสารอ้างอิง
https://www.th.wikipedia.org/wiki/โซดาไฟ
http://www.ohs.sci.dusit.ac.th/wp/?p=336
http://www.haamor.com/th/โซดาไฟ/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น